<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ผลงานครู &#8211; โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม</title>
	<atom:link href="https://www.maetha.ac.th/home/category/%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B9/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://www.maetha.ac.th/home</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Thu, 21 Jan 2021 05:16:33 +0000</lastBuildDate>
	<language>th</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.7.4</generator>

<image>
	<url>https://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2017/05/cropped-logo-32x32.png</url>
	<title>ผลงานครู &#8211; โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม</title>
	<link>https://www.maetha.ac.th/home</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนภาษาจีนขั้นพื้นฐาน โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม: นางศิริรัตน์ ณ เชียงใหม่</title>
		<link>https://www.maetha.ac.th/home/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[infoweb]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 12 Mar 2020 05:10:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลงานครู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.maetha.ac.th/home/?p=5298</guid>

					<description><![CDATA[การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนภาษาจีนขั้นพื้นฐาน โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนภาษาจีนขั้นพื้นฐาน โดยใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม</strong></p>
<p><strong>ผู้วิจัย:</strong> นางศิริรัตน์ ณ เชียงใหม่</p>
<p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์<br />
1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาจีนขั้นพื้นฐาน โดยใช้รูปแบการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ E1/E2<br />
2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาจีน<br />
3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการเรียนภาษาจีน </p>
<p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><br />
1. ชุดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาจีนขั้นพื้นฐาน โดยใช้รูปแบการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม ที่สร้างขึ้นมีเกณฑ์ประสิทธิภาพเฉลี่ยทุกชุดกิจกรรม E1/E2 = 80.54/92.04<br />
2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาจีนขั้นพื้นฐาน โดยใช้รูปแบการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม หลังเรียน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />
3. นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษาจีนขั้นพื้นฐาน โดยใช้รูปแบการเรียนรู้แบบร่วมมือ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม มีความพึงพอใจต่อชุดกิจกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นอยู่ในระดับมาก</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง  สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1: ภูสิตา จินดาหลวง</title>
		<link>https://www.maetha.ac.th/home/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%a1%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[infoweb]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 19 Jun 2018 05:13:54 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลงานครู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.maetha.ac.th/home/?p=2670</guid>

					<description><![CDATA[การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง สมการ         เชิงเส้นตัวแปรเดียว  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา  เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์แบบร่วมมือเทคนิค STAD  เรื่อง สมการเชิงเส้น   ตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง  สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบร่วมมือเทคนิค STAD  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่มีต่อการเรียนคณิตศาสตร์  เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวและเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง  สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา    ปีที่ 1 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคมให้สูงขึ้น      ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง  สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1</strong></p>
<p><strong>ผู้ศึกษา</strong><br />
นางภูสิตา    จินดาหลวง    ตำแหน่ง  ครู   วิทยฐานะ  ครูชำนาญการ<br />
โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม   อำเภอแม่ทา  จังหวัดลำพูน  ปีที่ศึกษา  2560</p>
<p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง สมการ         เชิงเส้นตัวแปรเดียว  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา  เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมคณิตศาสตร์แบบร่วมมือเทคนิค STAD  เรื่อง สมการเชิงเส้น   ตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง  สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบร่วมมือเทคนิค STAD  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ที่มีต่อการเรียนคณิตศาสตร์  เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียวและเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง  สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา    ปีที่ 1 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคมให้สูงขึ้น<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ประชากร ที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน จำนวน 74  คน   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลอง แบบ (1 : 1 )  จำนวน  3   คน  แบบ ( 1 : 10 )  จำนวน  12  คน ภาคสนาม จำนวน  71   คน และการนำไปใช้จริง  จำนวน 25  คน การวิเคราะห์ข้อมูล  ค่าประสิทธิภาพ ใช้ค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม ( E1/E2)   การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย ( )  ผลต่างระหว่างคะแนนของแต่ละคน (D)  และการทดสอบค่าที ( t – test)  การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์     ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (s.d.) และคะแนนค่าเฉลี่ย ( )  เทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด และการวิเคราะห์การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ใช้คะแนนจากการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด โดยใช้เกณฑ์คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 80 และ        การทดสอบค่าที (t – test)</p>
<p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1.  ประสิทธิภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบร่วมมือเทคนิค STAD  เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า การทดลองภาคสนาม                       มีค่าประสิทธิภาพเท่ากับ  87.39 / 87.69 สูงกว่าเกณฑ์ ( 80/80)  การนำไปใช้จริง  มีค่าประสิทธิภาพ เท่ากับ 87.87/86.27  สูงกว่าเกณฑ์ ( 80/80)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.   ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน จากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง  สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (  x ̅ =  25.88 ) สูงกว่าก่อนเรียน (  x ̅ =  11.32 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3. ความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปี่ที่ 1  มีต่อการเรียนชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบร่วมมือเทคนิค STAD เรื่อง สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว คะแนนเฉลี่ย ความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก (  x ̅ = 4.19)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;4.  ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์ แบบร่วมมือเทคนิค STAD  เรื่อง  สมการเชิงเส้นตัวแปรเดียว  สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( x ̅ =  25.88 ) คิดเป็นร้อยละ 86.27 ของคะแนนเต็ม สูงกว่า เกณฑ์ที่กำหนด (คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 ,  =  21.00 ) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ                ที่ระดับ  .01     </p>
<p><a href="https://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2018/06/บทคัดย่อ-2560-phusita.pdf"></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-388" src="http://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2017/05/header.gif" alt="" width="64" height="64" /></p>
<p></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การแก้ไขปัญหาการออกเสียงพินอินโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านออกเสียงพินอินของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2  ปีการศึกษา 2561: ศิริรัตน์ ณ เชียงใหม่</title>
		<link>https://www.maetha.ac.th/home/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%81%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b9%84%e0%b8%82%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%ab%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[infoweb]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 23 Jan 2018 09:21:10 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลงานครู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.maetha.ac.th/home/?p=4539</guid>

					<description><![CDATA[การแก้ไขปัญหาการออกเสียงพินอิน [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การแก้ไขปัญหาการออกเสียงพินอินโดยใช้ชุดฝึกทักษะการอ่านออกเสียงพินอินของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2561</strong></p>
<p><strong>ผู้ศึกษา: นางศิริรัตน์ ณ เชียงใหม่ ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการ<br />
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน</strong></p>
<p><strong>ที่มาและความสำคัญของปัญหา</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;แผนการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 8 เน้นการพัฒนาคนไทยให้มีความรู้ภาษาต่างประเทศเป็นอย่างดี( สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2539 ) และกระทรวงศึกษาธิการได้เล็งเห็นความสำคัญของภาษาต่างประเทศ จึงได้กำหนดสาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศไว้ในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 และการจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาอย่างชัดเจน และมิได้เน้นเพียงภาษาอังกฤษเท่านั้น ภาษาต่างประเทศอื่นๆก็สามารถเลือกจัดการเรียนรู้ได้ตามความเหมาะสม( กระทรวงศึกษาธิการ, 2544 )<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข และมีความเป็นไทย มีศักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบวิชาชีพ มีความรู้อันเป็นสากล รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงและความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ ในปัจจุบันสถาบันการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นระดับอนุบาล ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา และระดับอุดมศึกษาจำนวนมาก เริ่มเห็นความสำคัญของภาษาจีนแล้ว และได้มีการเปิดสอนวิชาภาษาจีนขึ้น เพราะสังคมปัจจุบันเป็นโลกแห่งเทคโนโลยีและการสื่อสาร จากเหตุข้างต้น ภาษาจีนน่าจะเป็นภาษาที่สำคัญภายในอนาคต นอกจากนี้ใครก็ตามที่พูดได้มากกว่าหนึ่งภาษา เท่ากับเป็นกำไรชีวิต เป็นใบเบิกทางให้มีหน้าที่การงาน สร้างอาชีพต่างๆและได้เป็นบันไดในการศึกษาต่อระดับสูงต่อไป( พิมล ทองวิจารณ์ )<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ระบบพินอิน คือ เครื่องมือทางด้านภาษาที่สะดวกและง่ายต่อการการศึกษาภาษาจีนและอักษรจีนทำให้ผู้ที่พูดและเขียนตัวอักษรจีนไม่ได้ ได้เรียนรู้ระบบการออกเสียงภาษาจีนได้อย่างถูกต้องแม่นยำ โดยการยืมอักษรโรมัน เช่น b p m f a o e ……… มาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนเสียงพยัญชนะเสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ของภาษาจีนกลาง ฉะนั้นจำไว้ว่าเรายืมตัวอักษรโรมันมาใช้เป็นสัญลักษณ์แทนเสียงเท่านั้นส่วนระบบการออกเสียงนั้นเป็นระบบเสียงของภาษาจีนกลางไม่ใช่การออกเสียงภาษาอังกฤษ( สุรชัย ปัทมผดุงศักดิ์ )<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยนั้น ผู้วิจัยเห็นว่าปัญหาการเรียนการสอนภาษาจีน คือภาษาจีนเป็นภาษาที่ยาก ออกเสียงค่อนข้างยาก ต้องจำคำศัพท์มากมาย เป็นผลให้นักเรียนไม่อยากเรียนภาษาจีน ผู้วิจัยจึงได้สร้างชุดแบบฝึกการฟังและการอ่านออกเสียงพยัญชนะและสระเดี่ยวในระบบพินอินสำหรับนักเรียนที่เรียนภาษาจีนมาแล้วหนึ่งปี แต่นักเรียนสะกด และอ่านออกเสียงพยัญชนะและสระเดี่ยวในระบบพินอินยังไม่ค่อยชัดเจนนัก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความคิดเห็นว่าควรจะหาวิธีหรือเทคนิครวมไปจนถึงสื่อที่ใช้ประกอบการเรียนการสอนเพื่อหาแนวทางการแก้ไขปัญหาดังกล่าว เนื่องจากการออกเสียงเป็นทักษะพื้นฐานในการพูดและการอ่านออกเสียง หากนักเรียนออกเสียงไม่ชัดเจนแล้ว อาจทำให้การพูดเพื่อติดต่อสื่อสารเกิดความไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดก็เป็นได้ บางทีอาจทำให้เกิดความไม่เข้าใจหรือเกิดความมึนงงได้จากการออกเสียงไม่ชัดนั่นเอง ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะนำชุดฝึกการออกเสียงพินอิน ที่ใช้ ประกอบการแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ โดยใช้ชุดฝึกการออกเสียงพินอิน ที่มีภาพประกอบการอ่านออกเสียงในภาษาจีนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่กำลังเริ่มเรียนภาษาจีน เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาการอ่านออกเสียงพินอินของนักเรียน ซึ่งชุดฝึกการออกเสียงพยัญชนะดังกล่าวนี้ได้ใช้ภาพประกอบ เข้ามาช่วยในการจดจำการออกเสียง พร้อมทั้งสอดแทรกคำศัพท์ที่นักเรียนควรรู้ ตามเนื้อหาของหลักสูตรระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2</p>
<p><strong>วัตถุประสงค์ของการวิจัย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. เพื่อฝึกการออกเสียงพินอิน สำหรับนักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. เพื่อให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางด้านการออกเสียงพินอิน ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด</p>
<p><strong>ความสำคัญของการวิจัย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. ได้ใช้ชุดฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน สำหรับชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. เป็นแนวทางสำหรับครูผู้สอนวิชาภาษาจีน ในการนำแบบฝึกการออกเสียงพินอิน มา<br />
ประกอบการเรียนการสอนภาษาจีน</p>
<p><strong>สมมติฐาน</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ความสามารถในการอ่านออกเสียงพินอิน ในภาษาจีน หลังการใช้ชุดฝึกการออกเสียงพินอิน ที่มีภาพประกอบการออกเสียงของนักเรียนชั้น ม. 2 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ 70/70</p>
<p><strong>ขอบเขตของการวิจัย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. ประชากร ได้แก่นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคมจำนวน 3 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 58 คน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. กลุ่มตัวอย่าง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2561 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคมจำนวน 58 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3. ระยะเวลาในการศึกษาค้นคว้า การศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ใช้ระยะเวลาทำการศึกษาค้นคว้าในช่วงภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2561 โดยใช้เวลาในการศึกษาทั้งหมด 4 วัน วันละ 20 นาที<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;4. เนื้อหาที่ใช้ในการฝึกการออกเสียงพยัญชนะเป็นแบบฝึกออกเสียงพินอิน ซึ่งผู้วิจัยกำหนดขอบเขตในการศึกษา โดยการนำชุดฝึกการออกเสียงพินอิน ที่มีภาพประกอบการอ่านออกเสียงพินอิน ในภาษาจีนเพื่อแก้ปัญหาการอ่านออกเสียงไม่ชัดเจนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผู้วิจัยกำหนดขอบเขตในการศึกษา โดยการนำชุดฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน เพื่อแก้ปัญหาการอ่านออกเสียงไม่ชัดเจนสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม ออกเป็นดังต่อไปนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. ชุดฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียน แม่ทาวิทยาคม จำนวน 3 บท<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.ประสิทธิภาพของชุดแบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน ที่สร้างขึ้น เป็นไปตามเกณฑ์ 70/70<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3.เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงพินอิน สำหรับนักเรียนระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่2 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม ก่อนใช้และหลังใช้ชุดแบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน ที่กำหนดขึ้น</p>
<p><strong>ตัวแปรที่ต้องศึกษา</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตัวแปรต้น คือ ชุดฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ตัวแปรตาม คือ ความสามารถในการอ่านออกเสียงพินอิน</p>
<p><strong>นิยามคำศัพท์เฉพาะ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. ชุดฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน ในภาษาจีน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 หมายถึง ชุดฝึกที่ผู้วิจัยค้นคว้าจากอินเตอร์เน็ตและหนังสือ ประกอบไปด้วย ชุดฝึกสัทอักษรพินอิน ซึ่งมีเนื้อหาและเน้นการฝึกปฏิบัติดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;zh( ts ) มีเสียงเทียบเคียงได้กับเสียง (จรือ) ก่อนออกเสียงให้ดันลิ้นไปติดกับเพดานลิ้นด้านบน เปล่งเสียงออกมาพร้อมกับเผยอริมฝีปากบนเล็กน้อย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ch( ts ) มีเสียงเทียบเคียงได้กับเสียง ( ชรือ ) การออกเสียงเหมือนกับตัว (จรือ ) แต่ดันลมผ่านช่องปากออกมามากกว่า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;sh( s ) มีเสียงเทียบเคียงได้กับเสียง ( ซรือ ) ก่อนออกเสียงให้ปลายลิ้นกระดกขึ้นไปใกล้กับเพดานปากส่วน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;z( ts ) มีเสียงเทียบเคียงได้กับเสียง ( ซือ ) การออกเสียงคล้ายกับตัว( ซรือ ) โดยให้เสียงเสียดสีระหว่างลิ้นกับเพดานปาก แต่ไม่ต้องเผยอริมฝีปาก<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;c( ts ) มีเสียงเทียบเคียงได้กับเสียง ( ชือ ) การออกเสียงคล้ายกับตัว( ชรือ )แต่ดันลมให้เสียดสีออกไปมากกว่า s( s )มีเสียงเทียบเคียงได้กับเสียง ( ซือ ) การออกเสียงคล้ายกับตัว ( ซรือ ) มากแต่เสียงจะเกิดจากการดันลมให้เสียดสีออกมามากกว่า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. ความสามารถในการอ่านออกเสียง หมายถึง ทักษะในการอ่านออกเสียงพินอิน ได้อย่างชัดเจนถูกต้อง โดยอาศัยจากชุดฝึกการอ่านออกเสียง ซึ่งสามารถวัดได้โดยการออกเสียงของนักเรียนเป็นรายคาบ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3. ภาพประกอบการอ่านออกเสียงพินอิน หมายถึง รูปภาพการอ่านออกเสียง ซึ่งบอกแสดงวิธีการวางลิ้น เปร่งเสียง ปล่อยลม กักลม รวมถึงตำแหน่งของฟันในช่องปากด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;4. ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 70/70 หมายถึง เกณฑ์ในการตัดสินประสิทธิภาพของชุดการฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;70 ตัวแรก หมายถึง จำนวนนักเรียนที่ทำแบบฝึกหลังเรียนด้วยชุดฝึกการอ่านออกเสียงพยัญชนะzh ch sh ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 70<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;70 ตัวหลัง หมายถึง จำนวนนักเรียนที่ทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเมื่อสิ้นสุดการเรียนด้วย ชุดฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน ผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ร้อยละ 70</p>
<p><strong>ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. นักเรียนออกเสียงพินอิน ได้อย่างถูกต้อง<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. นักเรียนจำแนกเสียงพินอิน ของภาษาจีนได้ เมื่อผสมกับพยัญชนะและสระเดี่ยวในระบบพินอิน</p>
<p><strong>ผลการวิจัย</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;จากการวิจัยการใช้ชุดฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน ในภาษาจีนประกอบการสอน สามารถสรุปผลดังนี้<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. ความสามารถในการอ่านออกเสียงพินอิน ในภาษาจีนของนักเรียนหลังการเรียนการสอนโดยมีชุดฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน ในภาษาจีน มีประสิทธิภาพผ่านเกณฑ์ 70/70<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. หลังจากที่นักเรียนได้ทดลองอ่านโดยใช้ชุดฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน ในภาษาจีนแล้ว นักเรียนสามารถผ่านเกณฑ์ผลสัมฤทธิ์ร้อยละ 95%</p>
<p><strong>ข้อเสนอแนะ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. ข้อเสนอแนะในการด้านการเรียนการสอน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1.1 ในการใช้ชุดฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน ในภาษาจีนประกอบการเรียนการสอนนั้น ครูผู้สอนควรชี้แจงถึงจุดมุ่งหมายของการใช้แบบฝึกการอ่านออกเสียงพินอิน ว่า เป็นการช่วยพัฒนาทักษะทางด้านการอ่านออกเสียงพินอิน ในภาษาจีน ทั้งยังช่วยในการจดจำตัวอักษรได้ด้วย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1.2 ครูผู้สอนควรอธิบายวิธีการออกเสียงโดยเน้น คำที่ออกเสียงยากเป็นพิเศษ เพื่อที่นักเรียนจะได้ฝึกฝน และควรใช้รูปภาพเป็นสื่อในการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนเข้าใจวิธีการออกเสียงและเปล่งเสียงออกมา<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.1 ควรมีการนำแนวคิดและหลักการสร้างชุดฝึกการอ่านออกเสียง ที่มีการสอนแบบบูรณา<br />
การกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศในเรื่องอื่น ๆ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.2 ควรทำการวิจัยโดยใช้สื่อภาพประกอบการอ่านออกเสียงพยัญชนะ คำศัพท์ ในภาษาจีนในการสอนทักษะด้านการฟัง พูด อ่าน เขียน</p>
<p style="text-align: center;"><a href="https://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2020/01/การแก้ไขปัญหาการออกเสียงพินอินโดยใช้ชุด.pdf" target="_blank" rel="noopener noreferrer">ดาวน์โหลดไฟล์ pdf</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ23102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน : นัดดา ช่ำชอง</title>
		<link>https://www.maetha.ac.th/home/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%9a%e0%b8%9a%e0%b8%9d%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%a1%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%81/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[infoweb]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 15 Jul 2016 10:12:56 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลงานครู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.maetha.ac.th/home/?p=516</guid>

					<description><![CDATA[การศึกษาการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ  วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ23102  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ครั้งนี้    มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา  4  ข้อ  คือ  เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ    และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ  ที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ  วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน  อ23102  กับ เกณฑ์ที่กำหนด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ23102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีการศึกษา 2557 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน โดย นางนัดดา ช่ำชอง</strong></p>
<p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การศึกษาการพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ  วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ23102  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3   ครั้งนี้    มีวัตถุประสงค์ของการศึกษา  4  ข้อ  คือ  เพื่อพัฒนาแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน  เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียน ที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ    และเพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ  ที่เรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ  วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน  อ23102  กับ เกณฑ์ที่กำหนด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม<br />
              &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม  สำนักงานเขตพื้นการศึกษามัธยมศึกษา เขต 35 ที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ23102 ปีการศึกษา 2556  จำนวน 91 คน ปีการศึกษา 2557 จำนวน 92 คน รวมทั้งหมดจำนวน 183 คน   กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการทดลองหาประสิทธิภาพ การทดลองครั้งที่ 1 (1:1)  จำนวน 3 คน   การทดลองครั้งที่ 2 กลุ่มเล็ก จำนวน 9 คน และการทดลองครั้งที่ 3 ภาคสนาม จำนวน 30  คน เป็นนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3  ปีการศึกษา 2556  และการนำไปใช้จริงทดลองใช้กับนักเรียนที่เลือกแบบเจาะจง เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1  ปีการศึกษา 2557 จำนวน  27 คน<br />
                 &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การวิเคราะห์ข้อมูล ค่าประสิทธิภาพใช้ค่าประสิทธิภาพของนวัตกรรม ( E1/E2) การเปรียบ เทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย  ผลต่างระหว่างคะแนนของแต่ละคน (D)  และการทดสอบค่าที ( t – test)    การวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน วิเคราะห์คะแนนค่าเฉลี่ย  ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D. )  เทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด และการวิเคราะห์การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ  ใช้คะแนนจากการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน เปรียบเทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด  (คะแนนเฉลี่ย ไม่ต่ำกว่า ร้อยละ 70 )  โดยใช้การทดสอบค่าที (t – test)<br />
 &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผลการศึกษา<br />
                &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1.  ผลการสร้างและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ  วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน อ23102  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สร้างขึ้น จำนวน 7 เล่ม<br />
พบว่า ค่าประสิทธิภาพ  มีค่าเท่ากับ 85.73/85.98 สูงกว่าเกณฑ์ ( 75/75)<br />
                &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.  ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน ระหว่างก่อนเรียน-หลังเรียน จากการใช้แบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน  อ23102  พบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน  ( ค่าเฉลี่ย= 23.07 )  สูงกว่าก่อนเรียน   ( ค่าเฉลี่ย =  11.11 )  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 และผลการวิเคราะห์ผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนรายเล่ม พบว่า ทุกเล่มนักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน   สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01  โดยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษฯ เล่มที่ 2  เรื่อง  Signs and Notices  คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน มีค่ามากที่สุด<br />
               &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3.  ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน  อ23102   พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียน   ที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจฯ   มีคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจ ในภาพรวม เท่ากับ 4.66  เทียบกับเกณฑ์ มีความพึงพอ จอยู่ ในระดับพึงพอใจมากที่สุด<br />
              &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;4.  ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษ ที่เรียนด้วยแบบด้านทักษะแบบฝึกเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐาน    อ23102   กับ เกณฑ์ที่กำหนดพบว่า คะแนนเฉลี่ยผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน  ( ค่าเฉลี่ย =  23.07 ) คิดเป็นร้อยละ 76.91 ของคะแนนเต็ม สูงกว่า  เกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 ( m = 21.00 )  อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่  .01<br />
<a href="http://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2017/05/research_1468564225_บทคัดย่อ_E.pdf"></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-388" src="http://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2017/05/header.gif" alt="" width="64" height="64" /></p>
<p></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รายงานการประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนแม่ทาวิทยาคม จังหวัดลำพูน ปีการศึกษา 2557 : สุจิลา คติศิริกุญชร</title>
		<link>https://www.maetha.ac.th/home/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b9%80%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[infoweb]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 15 Jun 2016 10:08:42 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลงานครู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.maetha.ac.th/home/?p=514</guid>

					<description><![CDATA[รายงานการประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม จังหวัดลำพูน ปีการศึกษา 2557 มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานการประเมินโครงการด้านบริบท ด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้อง  ด้านกระบวนการ  และด้านผลผลิต]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รายงานการประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโรงเรียนแม่ทาวิทยาคม จังหวัดลำพูน ปีการศึกษา 2557 โดย นางสุจิลา คติศิริกุญชร</strong></p>
<p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;รายงานการประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม จังหวัดลำพูน ปีการศึกษา 2557 มีวัตถุประสงค์เพื่อรายงานการประเมินโครงการด้านบริบท ด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้อง  ด้านกระบวนการ  และด้านผลผลิต  ประชากรที่ใช้ได้แก่ ผู้บริหารและครูที่ปรึกษาจำนวน 38 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ได้แก่ นักเรียนจำนวน 226  คน และผู้ปกครองนักเรียนจำนวน 226  คน เครื่องมือที่ใช้ในการประเมินเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นและแบบสอบถามความพึงพอใจ  วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอผลการวิเคราะห์โดยใช้ตารางประกอบการบรรยาย<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สรุปผลการประเมิน<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. การประเมินโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม จังหวัดลำพูน  ปีการศึกษา 2557 ตามรูปแบบ CIPP Model พบว่ามีผลการประเมินอยู่ในระดับมาก  กล่าวคือ<br />
                    &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้านบริบทหรือสภาพแวดล้อม ประเมินเกี่ยวกับความสอดคล้องเหมาะสมของโครงการ กับนโยบายของหน่วยงานต้นสังกัด ซึ่งเห็นว่าโครงการมีความสำคัญและมีความจำเป็นกับสภาพสังคมปัจจุบัน ตลอดถึงการมีส่วนร่วมของโรงเรียน หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ปกครอง และชุมชนซึ่งมีความจำเป็นในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จะก่อประโยชน์ต่อนักเรียนในสภาพของสังคมปัจจุบันผู้บริหารและครูที่ปรึกษามีความคิดเห็นเกี่ยวกับบริบทหรือสภาพแวดล้อมอยู่ในระดับมาก<br />
                    &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้านปัจจัย  ประเมินเกี่ยวกับ ปัจจัยที่ส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ และเป้าหมายของโครงการ โรงเรียนมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือและกำหนดบทบาท หน้าที่ของคณะกรรมการ  โรงเรียนได้สนับสนุนยานพาหนะ หรืองบประมาณในการไปเยี่ยมบ้านนักเรียน  ครูที่ปรึกษาหรือหัวหน้าระดับได้นำเอาผลการจัดทำสารนิเทศ มาแก้ไข ส่งเสริม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาของนักเรียน ผลการประเมินพบว่า ผู้บริหารและครูที่ปรึกษามีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก<br />
                    &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้านกระบวนการ ประเมินเกี่ยวกับ กระบวนการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือ นักเรียน ซึ่งประกอบด้วย การรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล การคัดกรองนักเรียน การส่งเสริมและพัฒนานักเรียน การป้องกันช่วยเหลือและแก้ไข และการส่งต่อ ผลการประเมินพบว่า  ผู้บริหารและครูที่ปรึกษามีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก<br />
                    &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ด้านผลผลิต ประเมินเกี่ยวกับตัวนักเรียนพบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างครูและนักเรียนเป็นไปด้วยดีและอบอุ่น  นักเรียนได้รับการช่วยเหลือจากครูอย่างทั่วถึงและใกล้ชิด นักเรียนมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ มีสุขภาพกาย สุขภาพจิตที่ดี สามารถเข้ากับสิ่งแวดล้อมและสังคมได้ดี  ประพฤติปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของครอบครัว ชุมชน และสังคม  ผลการประเมินพบว่า  ผู้บริหารและครูที่ปรึกษามีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2. ความคิดเห็นเกี่ยวกับการดำเนินงานโครงการระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1- 6 ด้านรู้จักนักเรียนรายบุคคลเพื่อคัดกรอง ด้านการส่งเสริมนักเรียน ด้านการป้องกันและช่วยเหลือแก้ไขปัญหาและด้านการส่งต่อ ผลการประเมินพบว่า นักเรียนมีความคิดเห็นทุกด้านอยู่ในระดับมาก<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3. การประเมินความพึงพอใจเกี่ยวกับการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้ปกครอง ด้านการดำเนินงานทั่วไป ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนา ด้านการจัดกิจกรรมป้องกันและแก้ไขปัญหา และด้านคุณภาพนักเรียน ผลการประเมินพบว่าผู้ปกครองมีความพึงพอใจทุกด้านอยู่ในระดับมาก<br />
<a href="http://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2017/05/research_1465956306_บทคัดย่อ.pdf"></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-388" src="http://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2017/05/header.gif" alt="" width="64" height="64" /></p>
<p></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 : ประเสริฐ ไทยสังคม</title>
		<link>https://www.maetha.ac.th/home/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%88%e0%b8%81%e0%b8%a3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[infoweb]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 31 Mar 2016 10:02:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลงานครู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.maetha.ac.th/home/?p=509</guid>

					<description><![CDATA[การรายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80   เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรมกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดย นายประเสริฐ ไทยสังคม</strong></p>
<p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การรายงานผลการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80 / 80   เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วย ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม  กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ประชากร  คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 35  ปีการศึกษา 2557  จำนวน 76 คน<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 35 ปีการศึกษา 2557 ซึ่งได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ((Purposive  Sampling) จำนวน 34 คน<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่  ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม    แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ  ค่า t &#8211; test<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผลการศึกษา พบว่า<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. ประสิทธิภาพของการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นทั้ง  5 ชุด มีประสิทธิภาพ    เฉลี่ยเท่ากับ  85.28 / 84.24 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้คือ 80/80 และเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.  ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรม การเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ภาษากับวัฒนธรรม กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ  4.52  ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 2.62<br />
<a href="http://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2017/05/research_1459410735_abstract-prasert.pdf"></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-388" src="http://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2017/05/header.gif" alt="" width="64" height="64" /></p>
<p></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>การพัฒนาชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 : ดวงแก้ว เทพสุวรรณ</title>
		<link>https://www.maetha.ac.th/home/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%b8%e0%b8%94%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[infoweb]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 31 Mar 2016 06:54:21 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลงานครู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.maetha.ac.th/home/?p=494</guid>

					<description><![CDATA[การรายงานผลการพัฒนาชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80 / 80  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน     ของนักเรียนโดยใช้ ชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ    เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การพัฒนาชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดย นางดวงแก้ว เทพสุวรรณ</strong></p>
<p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การรายงานผลการพัฒนาชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1  ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์  80 / 80  เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน     ของนักเรียนโดยใช้ ชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ   ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ    เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 35 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 15 คน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย    แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้ ชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย  และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผลการศึกษา พบว่า<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1. ประสิทธิภาพของการพัฒนาชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นทั้ง 7 ชุด มีประสิทธิภาพเฉลี่ยเท่ากับ 84.48 / 86.38 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 และเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2.  ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ร้อยละ 20.13<br />
          &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3. การศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้ชุดการเรียนรู้และการปฏิบัติ เรื่อง ดนตรีพื้นเมือง วงสะล้อ ซึง ขลุ่ย  กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.55 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 1.32<br />
<a href="http://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2017/05/research_1462943848_บทคัดย่อครูกุ้ง.pdf"></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-388" src="http://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2017/05/header.gif" alt="" width="64" height="64" /></p>
<p></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การวัดค่ากลางของข้อมูล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 : ภูสิตา จินดาหลวง</title>
		<link>https://www.maetha.ac.th/home/%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b9%80%e0%b8%a3%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%ad%e0%b8%a1%e0%b8%9e%e0%b8%b4%e0%b8%a7%e0%b9%80/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[AodyTJ]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 09 Nov 2015 10:24:23 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[ผลงานครู]]></category>
		<guid isPermaLink="false">http://www.maetha.ac.th/home/?p=380</guid>

					<description><![CDATA[การวิจัยครั้งนี้เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การวัดค่ากลางของข้อมูลสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติและเพื่อวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<p><strong>ผลการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การวัดค่ากลางของข้อมูล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดย นางภูสิตา จินดาหลวง</strong></p>
<p><strong>บทคัดย่อ</strong><br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การวิจัยครั้งนี้เพื่อสร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การวัดค่ากลางของข้อมูลสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างกลุ่มที่เรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนกับกลุ่มที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติและเพื่อวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5โรงเรียนแม่ทาวิทยาคม จังหวัดลำพูน ที่เรียนอยู่ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2557 มีวิธีการในการเลือกสุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (cluster random sampling) โดยนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 34 คน เป็นกลุ่มทดลอง คือเรียนโดยใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การวัดค่ากลางของข้อมูล ด้วยตนเองและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/2 จำนวน 34 คน เป็นกลุ่มควบคุม คือ เรียนโดยใช้กิจกรรมการเรียนการสอนตามปกติโดยครูอธิบายในชั้นเรียน<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การวัดค่ากลางของข้อมูล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ผู้วิจัยสร้างเอง จำนวน 7 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ และแบบวัดเจตคติของนักเรียน เป็นข้อคำถามแบบปิด ชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ จำนวน 10 ข้อ<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอนจากคะแนนทดสอบระหว่างเรียนและคะแนนทดสอบหลังเรียน โดยใช้สูตร เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมโดยการหาค่า t-test แบบ Independent Samples t-test จากคะแนนการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียน (Pre-test) และคะแนนการทำแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Post-test)วิเคราะห์เจตคติของนักเรียนกลุ่มทดลองโดยใช้ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.)<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;1) บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การวัดค่ากลางของข้อมูล สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพเท่ากับ 81.07:82.06 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80:80<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยสถิติ t-test พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การวัดค่ากลางของข้อมูล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังเรียน (Post-test) มีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน (Post-test) สูงกว่ากลุ่มควบคุม<br />
&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;3) ผลการวัดเจตคติของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การวัดค่ากลางของข้อมูลสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5ของกลุ่มทดลองพบว่านักเรียนมีระดับเจตคติอยู่ในระดับดีมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.65 ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ( S.D.) เท่ากับ  0.51<br />
<a href="http://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2017/05/blog_1447045967_ภาพ3.jpg"></p>
<p style="text-align: center;"><img decoding="async" class="aligncenter size-full wp-image-388" src="http://www.maetha.ac.th/home/wp-content/uploads/2017/05/header.gif" alt="" width="64" height="64" /></p>
<p></a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
